This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การปลูกตะไคร้

การปลูกตะไคร้

       ตะไคร้ เป็น พืชพื้นบ้านที่มีประโยชน์หลายอย่าง ได้ทั้งทำอาหาร เครื่องดื่มเป็นยารักษาโรค และไล่แมลง ตะไคร้เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ  ปัจจุบันตะไคร้ในตลาดยังไม่เพียงพอที่จะป้อนเข้าโรงงาน และในตลาดสดตะไคร้ก็ยังเป็นที่ต้องการของแม่บ้าน และผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ อยู่

การลงทุนปลูกตะไคร้

      การ ปลูกตะไคร้ไม่ต้องลงทุนมาก ตอนแรกลงทุนต้นพันธุ์ตะไคร้โดยต้นพันธุ์สามารถซื้อตะไคร้ที่เขาขายตามตลาดมา ก็ได้ นำมาแช่น้ำให้รากออก (ใช้เวลาประมาณ 3 วัน) แล้วนำลงปลูก ไม่ต้องลงทุนเพิ่มอีกเพราะสามารถตัดได้ตลอด

 เทคนิคการปลูกตะไคร้

  1. การเตรียมดิน ตะไคร้ชอบดินร่วนซุย ให้ไถพลิกดินและไถพรวนลึกประมาณ 0.5 เมตร แล้วทำหลุม แต่ละหลุมห่างกันประมาณ 0.5 เมตร
  2. ลงต้นพันธุ์หลุมละ 3 ต้น กลบดินพอมิดรากตะไคร้สัก 10 เซนติเมตร
  3. ปลูก ใหม่ให้รดน้ำทุกวัน แต่ระวังอย่าให้น้ำเข้าไส้ตะไคร้เวลาลดให้ลดทีโคนต้นตะไคร้เท่านั้น มิฉะนั้นต้นตะไคร้จะเน่าห้ามใช้สปริงเกอร์เป็นอันขาด ให้น้ำที่โคนกกเท่านั้น
  4. ในช่วง 3 วันแรกที่ปลูกให้พลางแสงแดดให้ตะไคร้ด้วยมู่ลี่ จากนั้นก็เอาออกซะเพราะตะไคร้ปรับตัวได้แล้วและธรรมชาติของตะไคร้ชอบแดด เจริญเติบโตได้เพราะมีแสงจ้า
  5. เมื่อผ่านไป 1 เดือนตะไคร้จะเริ่มตั้งกอ ให้สักเกตที่ต้น ถ้าต้นเจริญเติบโตดี (ลำต้นที่ใช้ได้สามารถตัดไปขายได้เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร) ตัดตะไคร้ให้ติดกก แต่อย่าให้สะเทือนรากที่อยู่ในดินเพราะตะไคร้สามารถแตกขึ้นมาตั้งกอได้อีก หลังตัดไม่ต้องหาต้นพันธุ์มาปลูกใหม่
  6. เมื่อตัดควรตัดให้หมดกอ เพื่อต้นตะไคร้ที่แตกใหม่จะได้เติบโตได้เต็มที่
  7. หลัง จากตัดแล้วตะไคร้จะตั้งกอใหม่ภายในเวลา 1-2 เดือนเมื่อตะไคร้โตเต็มที่แล้วก็สามารถตัดได้อีกเรื่อยไปจนกว่าต้นจะโทรม หรือ ตะไคร้ไม่แตกขึ้นมาอีก

การตกแต่งตะไคร้เพื่อส่งขาย..

ตะไคร้เมื่อ ตัดมาแล้วใบจะยาวและมีก้านสีน้ำตาลแห้ง ๆ ติดมาด้วยให้ตัดก้านใบที่แห้งออกให้หมด รวมถึงต้องลอกก้านใบที่อ้าออกมาด้วยให้เหลือแต่ต้นกลม ๆ ใบก็ตัดออกครึ่งหนึ่งถ้าตัดแล้วยังไม่ขายสามารถแช่น้ำไว้ได้โดยตั้งต้น ตะไคร้ให้ตรงในภาชนะทรงกระบอก ใส่น้ำพอท่วมกกตะไคร้ตะไคร้จะอยู่ได้ประมาณ 1-2 วันแล้วจึจะแตกราก ถ้าแตกรากแล้วขายไม่ได้ เก็บไว้ทำพันธุ์ขยายปลูกต่อไป


ปลูกตะไคร้ขายดีอย่างไร?

  1. ตะไคร้เป็นพืชโตเร็ว เพียงแค่ 1-2 เดือนก็สามารถตัดขายได้แล้ว
  2. ขยายพันธุ์ง่าย ซื้อต้นพันธุ์แค่ครั้งแรก สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดไป
  3. ตะไคร้เป็นพืชที่มีโรคน้อย ศัตรูพืชก็ไม่มี จึงไม่ต้องกังวลเรื่องดูแล เพียงแค่ดูแลวัชพืชที่แปลงปลูกเล็กน้อย
  4. เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี ให้น้ำ 2 วันครั้งก็ได้
 ที่มา http://kasettakonthai.blogspot.com/2015/01/blog-post_31.html

การปลูกข่าเหลือง

การปลูกข่าเหลือง


      ข่าเหลือง เป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจที่จัดอยู่ในกลุ่มเครื่องเทศ ข่าเหลืองเป็นพืชที่มีความต้องการของตลาดเป็นอย่างมากด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างจากข่าทั่ว ๆไปคือ ข่าเหลืองจะมีกลิ่นและรสชาติแรงและหอมมากกว่าข่าชนิดอื่น โดยเราจะสามารถสังเกตได้ถึงความแตกต่างของข่าเหลืองและข่าชนิดอื่นได้จากเนื้อของข่า ซึ่งข่าเหลืองจะมีเนื้อเป็นสีเหลืองเด่นชัดให้สามารถสังเกตได้ง่าย
ข่าเหลือง เป็นพืชที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบอะไรยุ่งยาก เนื่องจากข่าเหลืองไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มากเหมือนกับพืชชนิดอื่น ปัญหาศัตรูพืชก็ไม่มีมารบกวนเช่นกัน สิ่งที่ควรระวังก็คือเรื่องของพื้นที่ปลูกที่ไม่ควรมีน้ำขังเป็นเวลานาน และควรมีการระบายน้ำที่ดี

      ข่าเหลือง เป็นพืชที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบอะไรยุ่งยาก เนื่องจากข่าเหลืองไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มากเหมือนกับพืชชนิดอื่น ปัญหาศัตรูพืชก็ไม่มีมารบกวนเช่นกัน สิ่งที่ควรระวังก็คือเรื่องของพื้นที่ปลูกที่ไม่ควรมีน้ำขังเป็นเวลานาน และควรมีการระบายน้ำที่ดี

เริ่มต้นปลูกข่าเหลือง

       การเริ่มต้นปลูกข่าเหลืองจะต้องลงทุนประมาณ15,000 – 20,000 บาทเพื่อซื้อต้นพันธุ์ ซึ่งจะต้องใช้เหง้าพันธุ์ประมาณ 1,500 – 2,000 กก.ต่อไร่ แม้จะมีการลงทุนที่สูงแต่เป็นเพียงการลงทุนเพียงครั้งเดียวหลังจากนั้นก็สามารถเก็บผลผลิตได้ยาวนานถึง 10 ปีเลยทีเดียว
       เมื่อได้เหง้าพันธ์ข่าเหลืองก็นำมาแช่สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราและจากนั้นก็นำเหง้าพันธ์ข่าเหลืองมาตากผึงลมในที่ร่มให้แห้งแล้วทาแผลด้วยปูนแดงกินกับหมาก หลังจากนั้นก็นำเหง้าพันธ์มาห่อด้วยผ้า โดยก่อนที่จะนำผ้ามาห่อเหง้าพันธุ์นั้นเราควรเลือกผ้าที่มีความหนาและอุ้มน้ำได้เป็นอย่างดี เมื่อได้ผ้าตามที่ต้องการแล้วก็นำไปชุบน้ำก่อนจะนำมาห่อเหง้าพันธ์ที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นก็ค่อยรดน้ำให้ผ้าชุ่มน้ำอยู่เสมอ ประมาณ10-20 วัน รากจะงอกและแทงยอดใหม่ออกมา จึงนำไปปลูกต่อไป
       โดยระยะการปลูกข่าเหลืองจะแบ่งได้ดังนี้ 1 ไร่จะสามารถปลูกได้ประมาณ 4,500-5,000 กอโดยปลูกเป็นแถวระยะ 80×80 เซนติเมตร ซึ่งตกแล้วเท่ากับเหง้าพันธุ์ 1 กก. ต่อ 3 หลุม โดยการปลูกข่าเหลืองเราควรที่จะเตรียมหลุมปลูกก่อนเสมอ ด้วยการใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 พร้อมด้วยปูนขาวประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ไว้ลองก้นหลุมหลังจากปลูกเสร็จแล้วเราควรมั่นที่จะดูความสะอาดบริเวณแปลงปลูกโดยค่อยกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ


       ระหว่างการปลูกเราควรที่จะใช้ปุ๋ยสูตร 46 – 0 – 0 บริเวณโคนต้นอย่างสม่ำเสมอ หรือประมาณเดือนละ 2 ครั้ง เมื่อข่าเหลืองมีอายุได้ 7 เดือนก็ถึงช่วงที่สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว แต่ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวหรือขุดข่าเหลืองออกมาขายนั้นเราควรว่างแผนด้วยการใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 ก่อนขุดข่าเหลืองซักประมาณ15 วัน – 1 เดือนเพื่อกระตุ้นให้หน่อมีความสมบูรณ์ อวบใหญ่และมีน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งถ้ามีการจัดการดูแลใส่ปุ๋ยและค่อยดูแลเรื่องระบบน้ำไม่ให้น้ำขังที่โคน กอข่าเหลืองก็จะได้ข่าเหลือง 1 กอที่ให้ผลผลิตประมาณ2 ถึง 3 กิโลกรัม โดยราคาจำหน่ายก็ประมาณ 60 บาทต่อกอ ถ้าคำนวณโดยหักค่าใช้จ่ายแล้วผู้ปลูกก็จะมีรายได้ประมาณ 150,000-200,000 บาท/ไร่ เลยทีเดียว
       ระหว่างการเก็บเกี่ยวเราควรที่จะเหลือเหง้าพันธ์ข่าเหลืองไว้ประมาณ3 ถึง 4 แง่ง ต่อ 1 กอ เพื่อให้เป็นต้นพันธุ์ต่อไป ทำให้การปลูกข่าเหลืองจะมีการลงทุนเพียงครั้งเดียว ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้เป็น 10 ปี ทั้งนี้ทั้งนั้นเราควรที่จะบำรุงดินอย่างสม่ำเสอมด้วยการใช้ปุ๋ยคอกปุ๋มหมักมาปรับสภาพดินควบคู่ไปกับการใช้ปุ๋ยสูตรด้วยเช่นกัน


ที่มา http://www.thaiarcheep.com/

การปลูกแก้วมังกรในกระถาง

การปลูกแก้วมังกรในกระถาง

วัสดุ – อุปกรณ์ ที่ต้องเตรียม

      1. ท่อน้ำทิ้งข้างในกลวง หน้ากว้าง 4 นิ้ว ยาว 1.3เมตร หรือ เสาไม้ก็ได้
      2. กระถางหน้ากว้าง 50 เซนติเมตร
      3. ค้างต้านบนอาจทำจากไม้หรือปูนเป็นรูป 4 เหลี่ยมจตุรัส กว้าง x ยาว 30 เซนติเมตร
      4.ขุยมะพร้าว
      5. ดิน
      6. เชือกฟาง

 วิธีปลูก

       1. ใส่ขุยมะพร้าวรองก้นกระถาง เพื่อให้น้ำถ่ายเทได้ดีในอัตราส่วน 1 ใน 3 ของปริมาณกระถางจากน้ันนำดินสำเร็จรูป ผสมกับขุยมะพร้าวหรือแกลบดำ ใส่ลงไปในกระถางจนถึงขอบกระถาง
       2. นำแก้วมังกรมาปลูกให้ชิดกับเสา แล้วนำเชือกฟางมามัดต้นแก้วมังกรให้ติดกับเสา ไม่ต้องมัดให้แน่นมาก ควรผูกเชือกไว้จนกว่าต้นแก้วมังกรจะเจริญเติบโต จนพ้นหัวเสา
3.จากน้ันนำดินมากลบด้านบนของกระถาง เป็นอันเสร็จ ต้นมังกรเป็นสามเหลี่ยม แต่จะมีด้านหนึ่งเป็นด้านแบน ดังน้ันเวลาปลูกต้นแก้วมังกร ให้จับด้านบนของต้นเข้ากับหลัก เพราะว่าด้านแบบจะเป็นด้านที่ออกราก

การดูแลแก้วมังกรในกระถาง

      1. การรดน้ำให้รดเพียง 1 คร้ังภายใน 2 – 3 วัน และไม่ควรรดมากจนเกินไปเพราะอาจเกิดโรคเน่าได้
      2. การให้ปุ๋ย ควรใส่ทุก 15 วัน ใส่ครั้งละ 2 – 4 ช้อนโต๊ะ สูตรที่ใช้ 15-15-15 หรือ 16-16-16 หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วต้องรดน้ำ ติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน วันละ 1 ครั้งเช้าหรือเย็นก็ได้ ถ้ามีปุ๋ยคอก มูลไก่ หรือ มูลวัวก็ใช้ได้เช่นกัน ให้ใส่เดือนละ 1 คร้ัง เมื่อปลูกได้เป็นเวลา 6 เดือน ให้ใส่ปุ๋ย 8 – 24-24 ผสมกับ 15-15-15 ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่ง

ผลผลิต

     เมื่อแก้วมังกร 8 เดือน – 1 ปี ก็เริ่มให้ผลผลิต 30 ผลต่อหนึ่งค้าง ปีที่ 2 ประมาณ 50 ผลต่อหนึ่งค้าง ปีที่ 3 100 – 200 ผลต่อหนึ่งค้าง ปีที่ 4 – 15 300 ผลต่อหนึ่งค้างขึ้นไป ขนาดของผล ประมาณ 3 – 4 ผลต่อหนึ่งกิโลกรัม


ที่มา http://www.ipclub.ws/994

การปลูกแก้วมังกร

การปลูกแก้วมังกร 


พันธุ์

      1.เวียตนาม เนื้อขาว
      2.ไต้หวัน เนื้อแดง เบอร์ 4 , เบอร์ 5
      3.แดงสยาม เนื้อแดง
      4.ไทยดอกบัว เนื้อขาว

ระยะปลูก

      ระยะ 3.00 x 3.00 เมตร จำนวน 177 ต้น/ไร่
      ระยะ 3.00 x 2.50 เมตร จำนวน 213 ต้น/ไร่

วิธีการปลูก

      -กำหนด ระยะปลูก
      -ฝังเสาท่อใยหินเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้ว หรือเสาปูน ขนาด 4X4 นิ้ว ยาว 2 เมตร
      -ขุดหลุม ฝังเสาลึก 50-60 เซนติเมตร
      -ด้านบนเสาใช้เหล็กขนาด 3 หุน เสียบรูปกากบาท วางทับด้วยยาง รถจักรยานยนต์เก่า เพื่อทำเป็นร้านให้แก้วมังกรยึดเกาะ
      -ใช้ท่อนพันธุ์แก้วมังกรยาว 50 ซ.ม. ปักชำในแปลงเพาะ 2 เดือน ก่อนปลูก
      -ปลูกท่อนพันธุ์ข้างเสา เสาละ 3 ต้น
      -ปลูกพืชแซมแก้วมังกร ในระยะปีแรก เช่น แตงกวา พริก ฟักทอง


ฤดูปลูก

      -ควรปลูกฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม
      -สัปดาห์แรก ลดน้ำ 3 วันต่อครั้ง สัปดาห์ที่ 2-3 ลดน้ำ 7 วันต่อครั้ง

การดูแลรักษา

      -หลังปลูก 1 เดือน โรยด้วยมูลสัตว์หรือปุ๋ยอินทรีย์ หลุมละ 1 กิโลกรัม
      -อายุ 3 เดือน ใส่มูลสัตว์หรือปุ๋ยอินทรีย์ หลุมละ 2 กิโลกรัม
      -อายุ 8 เดือน แก้วมังกรติดดอก รุ่นแรก
      -บำรุงด้วย ปุ๋ยสูตร 16-20-0 ประมาณ 1 กำมือต่อต้น (10 ช้อนแกง/ต้น)
      -หลังจากติดลูก 20-30 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือต่อต้น

การให้น้ำ

      -แก้วมังกรเริ่มออกดอก ประมาณเมษายน พฤษภาคม ไม่ต้องให้น้ำ
      -ควรให้น้ำช่วง มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม ให้น้ำ 10 วันต่อครั้ง

ระยะดอกบาน

      -ดอกบานรอรับการผสมพันธุ์ ประมาณ 1 ทุ่ม ถึง 8 โมงเช้า
      -ดอกบาน กลิ่นหอม เย็น สวยงาม ประมาณ 3 วัน

การเก็บเกี่ยว

      -หลังจากออกดอก (เริ่มเป็นตุ่ม) เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 50-55 วัน
      -แก้วมังกรสามารถออกดอกได้ 22 ครั้งต่อปี เมื่อแก้วมังกรอายุ 2-3 ปี

ผลผลิต

      -ผลผลิต ประมาณ 50 กิโลกรัมต่อต้น เมื่ออายุได้ 2-3 ปี

การตัดแต่ง

      -ควรตัดแต่งเมื่อ ปีที่ 3
      -ตัดกิ่งก้านที่ให้ลูกแล้ว ในปีที่ 1
      -ตัดกิ่งเก่า เหลือประมาณ 20 เซนติเมตร
      -ตัดแต่งกิ่งประมาณเดือนธันวาคม หลังเก็บเกี่ยว ของทุกปี อายุต้นแก้วมังกร -อายุ 15-20 ปี

ศัตรูแก้วมังกร

      -มดง่าม และ มดคันไฟ  กำจัดด้วย เซฟวิ่น 85 % 2 ช้อนแกง ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมยากำจัดเชื้อรา 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร







การเพาะเห็ดขอนขาวในท่อนไม้

การเพาะเห็ดขอนขาวในท่อนไม้


วัสดุอุปกรณ์

       - เชื้อเห็ดขอนขาว

       - ท่อนไม้ ที่ตัดออกจากต้นไม่เกิน 10 วัน

       - พลาสติกใส

       - สว่าน

       - เลื่อย

       - ปูนซีเมนต์ น้ำสำหรับผสมปูน

       - ตาข่ายพรางแสงสีดำ

วิธีดำเนินการและการดูแลรักษา

        1. หาขอนไม้ขนาดไม่ใหญ่ เล็ก เห็ดจะเกิดง่ายกว่า (เค้าว่างั้น) แต่ขอนไม้ขนาดใหญ่จะเพาะเห็ดได้นานกว่า ขอนไม้ที่ใช้และน่าจะหาได้ง่าย ก็ ไม้มะม่วง ไม้เต็ง (อันนี้น่าจะยาก) ขอนไม้ที่นำมาเพาะเห็ดต้องเป็นขอนไม้ที่ตัดจากต้นไม้ดิบหรือตัดไว้ไม่เกิน 10 วัน เพราะเชื้อเห็ดเดินได้ดีกว่า
        2. ตัดท่อนไม้ให้ได้ความยาวสัก เมตรครึ่ง หน้ากว้างประมาณสิบเซนติเมตร (ไม่ต้องเป๊ะตามนี้ก็ได้นะจ๊ะ)
        3. นำสว่านมาเจะรู ขนาดเท่ากับหัวแม่มือ เจาะลึก ประมาณ 1 ½ นิ้ว แต่ละรูห่างกัน 1 คืบ เจาะรูให้สลับกัน
        4. นำเชื้อเห็ดมาเพาะลงในขอนไม้ (เจาะรู) แล้วปิดรูด้วยปูนซีเมนต์ เชื้อเห็ด 1 ถุง เพาะในขอนไม้ได้ 10 ท่อน
        5. วางขอนไม้ที่ใส่เชื้อเห็ดมาวางเรียงไขว้สลับกัน เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
        6. พลางแสงโดยใช้ตาข่ายพลางแสงสีดำ
        7. ทิ้งไว้ประมาณ 6 เดือน จึงนำขอนไม้ที่เพาะเห็ดลงแช่น้ำ จนหมดฟองอากาศ แล้วนำมาเรียงกันไว้เหมือนเดิม 1 กอง ต่อ 10 ท่อน
        8. หากเชื้อเห็ด เดินทั่วขอนไม้ จะพบว่ามีเชื้อราสีเขียวเกิดขึ้น
        9. เมื่อเก็บดอกเห็ดหมดแล้วให้นำขอนไม้ไปแช่น้ำ เรียงไว้เหมือนเดิม แล้วคุมด้วยพลาสติกใสเพื่อให้อุณหภูมิพอเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อเห็ด ถ้าหากฝนตกก็ไม่ต้องรดน้ำ

ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว

        การเก็บเกี่ยวขอนเห็ด 1 ท่อนจะเก็บดอกเห็ดได้เฉลี่ย 1 กิโลกรัม ขอนไม้เพาะเห็ด 1 รุ่น จะอยู่ได้ประมาณ 2 – 3 ปี ช่วงที่เห็ดออกดอกจะเก็บทุก ๆ 3 – 4 ชั่วโมง (คงแล้วแต่ละทีด้วยนา)

ข้อควรระวัง

       ไม่ควรจับหรือแตะดอกเห็ดที่ไม่ต้องการ เพราะจะทำให้ดอกเห็ดชะงักการ เจริญเติบโต





วิธีการส่องไข่มีเชื้อ

 วิธีการส่องไข่มีเชื้อ

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนการส่องเชื้อไข่

1.ตู้ฟักไข่
2.ไฟฉาย LED
3.ห้องมืด หรืส่องเวลากลางคืน
      ในการส่องไข่ทุกครั้ง แนะนำให้ส่องในที่มืด หรือส่องในเวลากลางคืน เพื่อให้สามารถเห็นตัวอ่อนและเส้นเลือดได้ง่าย เมื่อส่องเสร็จควรรีบนำกลับเข้าตู้ฟักทันที เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื่นน้อยที่สุด
      ไข่เชื่อตายและไข่ไม่มีเชื้อ ควรทำการคัดออกทันทีห้ามนำไปฟักต่อจะไม่เกิดประโยชน์ อีกทั้งทำให้อากาศภายในตู้เหม็นเนื่องจากไข่เน่า จะทำการส่องไข่ในวันที่ 7,14 และ 18 ของการฟัก

การส่องไข่เมื่อครบ 7 วัน 

       1.ไข่มีเชื้อ 

       เมื่อส่องจะเห็นลักษณะเป็นร่างแหเส้นเลือดแดง ตรงกลางเป็นจุดตัวอ่อนมีการเคลื่อนไหว แสดงให้เห็นว่าตัวอ่อนมีการเจริญเติบโต และแข็งแรงสมบูรณ์ดี

       2.ไข่เชื้อตาย 

       จะมีสีซีด เห็นเป็นวงแหวน ไม่มีร่างแห มีจุดดำติดที่เปลือกไข่

      3.ไข่ไม่มีเชื้อ

       เมื่อส่องจะมีลักษณะเห็นเป็นสีใส ไม่มีร่างแหเส้นเลือดแดง














ปัจจัยหลักของการฟักไข่ด้วยตู้ฟักไข่

ปัจจัยหลักของการฟักไข่ด้วยตู้ฟักไข่


1. การไหลเวียนของอากาศ
ในขณะที่ตู้ทำงานจะต้องมีการไหลเวียนของอากาศด้วยความเร็วลมเฉลี่ยประมาณ 7 - 8 ฟุตต่อวินาที ภายในตู้ตลอดเวลา และจะต้องครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ภายในตู้ ขณะเดียวกันตัวตู้ฟักจะต้องมีการถ่ายเทอากาศ โดยรับออกซิเจน จากภายนอกตู้เข้าสู่ภายใน พร้อมทั้งผสมอากาศที่รับมาใหม่เข้ากับอากาศที่มีอยู่เดิม และขับคาร์บอนไดออกไซด์ ออกสู่ภายนอกตัวตู้ฟักอย่างมีระบบ สม่ำเสมอ และมีปริมาณที่เหมาะสม อุปกรณ์หลักที่จะทำหน้าที่นี้คือพัดลมไฟฟ้า และช่องดูด ช่องระบายอากาศ
2. อุณหภูมิภายใน
อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการฟักไข่อยู่ที่ระดับ 37.8 องศาเซลเซียส สำหรับการฟัก และ 36.7 องศาเซลเซียส สำหรับการเกิด อุณหภูมิภายในตู้ฟักไข่จะต้องกระจายอย่างทั่วถึง และสม่ำเสมอ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในระบบนี้คือ ชุดควบคุมการทำความร้อน หรือที่เราเรียกกันว่า เทอร์โมสตัท และตัวทำความร้อน หรือฮีทเตอร์ ซึ่งตัวทำความร้อนนั้นจะต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับขนาดของตู้ฟักด้วย ไม่เช่นนั้นจะทำให้อุณหภูมิที่ได้มีความคลาดเคลื่อน
** ขนาดของตัวทำความร้อนต่อปริมาตรภายในของตู้ ควรมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 249 ถึง 299 วัตต์ต่อลูกบาศก์เมตร **
3. ความชื้นสัมพัทธ์
3.1 สำหรับการฟัก ความชื้นที่เหมาะสมจะอยู่ที่ระดับ 58 - 60%
3.2 สำหรับการเกิด ความชื้นที่เหมาะสมอยู่ที่ระดับ 60 - 63%
ความชื้นภายในตู้ จะต้องกระจายอย่างทั่วถึง อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดความชื้นคือถาดน้ำและการควบคุมระดับความชื้นสามารถปรับได้ด้วยช่องดูด - ช่องระบายอากาศ
- ถ้าปริมาณน้ำในตู้มาก ความชื้นจะสูงขึ้น ถ้าปริมาณน้ำน้อยความชื้นจะลดลง โดยความชื้นจะแปรผันตามปริมาณน้ำและอุณหภูมิแต่จะแปรผกผันกับปริมาณอากาศเข้า-ออก
- ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น ความชื้นจะเพิ่มขึ้น และเมื่ออุณหภูมิลดความชื้นจะลดลงตามไปด้วย ถ้าอากาศเข้า - ออกน้อย ความชื้นจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าอากาศเข้า - ออกมาก ความชื้นจะปรับตัวลดลง
4. การกลับไข่
ไข่ไก่ที่ฟักตั้งแต่วันที่ 1 จนถึงวันที่ 18 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการกลับไข่หรือพลิกไข่ ทุก ๆ 1 - 2 ชั่วโมง อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าวันละ 7 ครั้ง เพื่อให้กระบวนการเจริญเติบโตของตัวอ่อนเป็นไปอย่างสมบูรณ์ เนื้อเยื่อไม่ติดที่ผนังไข่ และทำให้ใกล้เคียงกับการฟักตามธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในวันที่ 18 ถึงวันที่ 21 ต้องนำไข่ฟักไว้ในถาดเกิด ช่วงระยะเวลานี้จะไม่มีการกลับไข่ เนื่องจากตัวอ่อนเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว และเป็นช่วงที่ตัวอ่อนต้องการความนิ่งในการหาตำแหน่งเพื่อเจาะเปลือกไข่ โดยใช้กำลังจากเล็บเท้ารวมถึงปลายปากเจาะเปลือกไข่ แล้วจึงดันตัวออกจากเปลือกไข่ โดยตู้ฟักที่ดี ควรจะมีการพลิกไข่แบบอัตโนมัติ